การดู : 0

12/04/2026 18:15น.

กว่าจะเป็นภาษา Python: จากงานอดิเรกวันคริสต์มาส สู่ภาษาอันดับ 1 ของโลก AI

กว่าจะเป็นภาษา Python: จากงานอดิเรกวันคริสต์มาส สู่ภาษาอันดับ 1 ของโลก AI

#ประวัติ Python

#Python

#ภาษาโปรแกรมมิ่ง

ในโลกของการเขียนโปรแกรม ภาษา C ถูกสร้างมาเพื่อรีดประสิทธิภาพจากฮาร์ดแวร์ และ JavaScript ถูกสร้างมาเพื่อขยับพิกเซลบนเบราว์เซอร์ แต่ Python กลับถือกำเนิดขึ้นด้วยปรัชญาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงนั่นคือ "ภาษานี้ต้องเขียนง่ายเหมือนภาษาอังกฤษ และให้ความสำคัญกับ 'เวลาของมนุษย์' มากกว่า 'เวลาของคอมพิวเตอร์'"

 

วันนี้ Superdev Academy จะพาทุกคนไปเจาะลึกการเดินทางของภาษาที่ตั้งชื่อตามคณะตลก และเริ่มสร้างจาก "ความเบื่อ" จนกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ส่งยานอวกาศ NASA และขับเคลื่อนโมเดล AI ระดับโลก

 

ธันวาคม 1989: เมื่อความเบื่อก่อให้เกิดตำนาน

 

ย้อนไปในช่วงวันหยุดคริสต์มาสปี 1989 ที่สถาบันวิจัย CWI ประเทศเนเธอร์แลนด์ Guido van Rossum วิศวกรซอฟต์แวร์หนุ่มพบว่าตัวเองกำลัง "ว่างจัด" เพราะออฟฟิศปิดทำการ เขาจึงตัดสินใจเริ่มโปรเจกต์งานอดิเรกด้วยการเขียนอินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreter) สำหรับภาษาสคริปต์ตัวใหม่

 

ปมในใจจากภาษา ABC:

ก่อนหน้านี้ Guido มีส่วนร่วมในการพัฒนาภาษา ABC ซึ่งเป็นภาษาที่เน้นการเรียนรู้ แต่เขากลับพบจุดอ่อนใหญ่คือ "มันไม่สามารถขยายระบบได้ (Not extensible)" และเข้าถึงไฟล์ระบบได้ยาก เขาจึงนำบทเรียนนั้นมาสร้าง Python โดยตั้งเป้าว่า:

  • ต้องอ่านง่ายและเขียนสั้นเหมือนภาษา ABC
  • ต้องสามารถดึง Library อื่นมาขยายความสามารถได้ง่าย (Extensible)
  • ต้องจัดการระบบพื้นฐาน (System calls) ได้เก่งเหมือนภาษา C

 

guido van rossum.webp

 

ชื่อ "Python" และปรัชญาที่แฝงความขี้เล่น

 

หลายคนอาจคิดว่าโลโก้งูสองตัวมาจากการที่ผู้สร้างชอบสัตว์เลื้อยคลาน แต่ความจริงแล้ว Guido เป็นแฟนตัวยงของรายการตลกบริติชชื่อ "Monty Python’s Flying Circus" เขาอยากให้ชื่อภาษาสั้น มีความลึกลับ และดูขี้เล่น (Slightly irreverent) ชื่อ "Python" จึงถูกเลือกมาใช้ตั้งแต่วันนั้น

 

The Zen of Python (PEP 20):

สิ่งที่ทำให้ Python มีจิตวิญญาณคือหลักการออกแบบที่โปรแกรมเมอร์ (Pythonistas) ยึดถือ เช่น:

  • Beautiful is better than ugly. (สวยงามดีกว่าน่าเกลียด)
  • Simple is better than complex. (เรียบง่ายดีกว่าซับซ้อน)
  • There should be one—and preferably only one—obvious way to do it. (ควรมีวิธีที่ชัดเจนเพียงวิธีเดียวในการแก้ปัญหา)

 

Technical Insight: ทำไมต้อง "ย่อหน้า" (Indentation)?

ในภาษาอื่นเราใช้เครื่องหมายปีกกา { } เพื่อแบ่งบล็อกโค้ด แต่ Python บังคับให้ใช้การ "ย่อหน้า" เป็นส่วนหนึ่งของไวยากรณ์ เพื่อบังคับให้นักพัฒนาเขียนโค้ดที่สะอาดและอ่านง่ายเหมือนกันทุกคน ลดปัญหา "Spaghetti Code" ในโปรเจกต์ขนาดใหญ่

 

"Batteries Included" และยุคของ BDFL

 

Python เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยแนวคิด "Batteries Included" หมายความว่าเมื่อคุณติดตั้ง Python คุณจะได้ Library พื้นฐานที่จำเป็นครบถ้วน (เช่น การจัดการไฟล์, เครือข่าย, ข้อมูล) โดยไม่ต้องไปหาโหลดเพิ่มให้วุ่นวาย

 

ในช่วงเวลานั้น Guido ดำรงตำแหน่งที่เรียกว่า BDFL (Benevolent Dictator for Life) หรือ "เผด็จการผู้มีความเมตตาตลอดชีพ" ซึ่งเป็นคนตัดสินใจทิศทางสุดท้ายของภาษา จนกระทั่งปี 2018 เขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อให้ชุมชนใช้ระบบ Steering Committee (คณะกรรมการบริหาร) แทน เพื่อให้ภาษาเป็นประชาธิปไตยและยั่งยืน

 

วิกฤต 12 ปี: Python 2 vs 3

 

ช่วงปี 2008 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือการเปิดตัว Python 3.0 ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่แบบยอมหักไม่ยอมงอ (Breaking Changes) จน "โค้ดเก่ารันบนเวอร์ชันใหม่ไม่ได้"

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ชุมชนนักพัฒนาแตกออกเป็นสองฝั่งนานนับทศวรรษ จนกระทั่งในวันที่ 1 มกราคม 2020 Python 2 จึงถูกประกาศยุติการสนับสนุน (End of Life) อย่างเป็นทางการ การยอม "เจ็บแต่จบ" ในวันนั้นทำให้ Python กลายเป็นภาษาที่ทันสมัย รองรับ Unicode (ภาษาต่างๆ ทั่วโลก) อย่างสมบูรณ์ และพร้อมสำหรับการเติบโตในยุคถัดไป

 

ทำไม Python ถึงครองโลก AI? (ทั้งที่มัน "ช้า")

 

นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย: ในเมื่อ Python ทำงานช้ากว่าภาษา C หรือ Java ทำไมมันถึงเป็นหัวใจของ Machine Learning และ Data Science?

 

คำตอบคือ: Python คือ "กาว" (Glue Language) ที่ดีที่สุดในโลก

 

ความลับของมันคือ C-Extensions แม้ตัวภาษา Python จะเขียนง่ายและทำงานช้า แต่มันยอมให้นักพัฒนาเขียน Library ด้วยภาษา C หรือ C++ (ที่เร็วระดับเครื่อง) แล้วห่อหุ้ม (Wrap) มาให้เราเรียกใช้ผ่าน Python

  • NumPy, TensorFlow, PyTorch: เบื้องหลังคือโค้ดภาษา C/C++ ที่ทำงานเร็วสายฟ้าฟาด
  • Google's Rule: ในยุคแรก Google มีสโลแกนว่า "Python where we can, C++ where we must" (ใช้ Python ในทุกที่ที่ทำได้ และใช้ C++ เฉพาะในจุดที่ต้องรีดประสิทธิภาพจริงๆ)

 

จากภาพถ่ายหลุมดำ สู่ ChatGPT

 

ปัจจุบันความสำเร็จของ Python ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์:

  • NASA: ใช้ Python ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากกระสวยอวกาศและกล้องโทรทรรศน์
  • First Black Hole Image: อัลกอริทึมที่ใช้ประมวลผลภาพถ่ายหลุมดำภาพแรกของมวลมนุษยชาติ ถูกเขียนขึ้นโดยใช้ Library ของ Python เป็นหลัก
  • Generative AI: โมเดลอย่าง GPT-4 หรือ Stable Diffusion ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่ควบคุมด้วย Python

 


 

สรุป: ทำไมเรายังต้องเรียน Python?

 

"Developer time is more expensive than CPU time"

 

ในยุคปัจจุบัน "เวลาของนักพัฒนา" มีค่ามากกว่า "เวลาของเครื่อง" การที่คุณสามารถเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้จริงภายใน 10 นาทีด้วย Python มีค่ามากกว่าการใช้เวลา 2 วันเขียนด้วยภาษาที่ทำงานเร็วกว่าเพียงไม่กี่วินาที

 

Python พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภาษาที่เกิดจากงานอดิเรกในวันคริสต์มาส หากถูกสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่เน้น "มนุษย์" เป็นศูนย์กลาง มันจะสามารถเติบโตจนกลายเป็นภาษาที่เปลี่ยนโลกได้ในที่สุด