การดู : 111

25/09/2026 17:53น.

ปกบทความ Portfolio โปรแกรมเมอร์มือใหม่ ภาพผู้สมัครกำลังเล่าโปรเจกต์จากโน้ตบุ๊กให้คนสัมภาษณ์ฟัง พร้อมข้อมูลว่าฝ่ายสรรหามองว่า Technical Discussion สะท้อนความสามารถจริง 60% ขณะที่ Portfolio 11% จากรายงาน CoderPad State of Tech Hiring 2026

Portfolio โปรแกรมเมอร์มือใหม่ ทำยังไงให้ได้งาน ในยุคที่ใครก็ใช้ AI สร้างโปรเจกต์ได้

#portfolio โปรแกรมเมอร์

#portfolio programmer

#github profile readme

#junior developer หางาน

#สมัครงานโปรแกรมเมอร์ไม่มีประสบการณ์

เวลามีน้องๆ ที่กำลังหางานแรกถามทีมเราว่า "Portfolio ต้องมีกี่โปรเจกต์ถึงจะได้งาน" คำตอบที่เราตอบบ่อยที่สุดคือ "ไม่ต้องเยอะ แต่ต้องเล่าได้" แต่ช่วงหลังคำถามนี้กลับมาใหม่ในอีกรูปแบบ เพราะวันนี้ใครก็สั่ง AI ให้สร้าง To-Do App, Weather App หรือหน้าเว็บ Landing Page ได้ในเวลาไม่นาน ถ้าคนที่ไม่เคยเขียนโค้ดเลยก็มี Repository สวยๆ ได้เหมือนกัน แล้ว Portfolio ของมือใหม่จะยังมีความหมายอยู่ไหม

บทความนี้เขียนให้จูเนียร์และคนที่เปลี่ยนสายมาเป็นโปรแกรมเมอร์ ซึ่งกำลังหางานแรกอยู่ วันนี้ Superdev Academy จะพาไปดูว่าฝั่งคนจ้างงานมอง Portfolio จริงๆ แค่ไหน แล้วควรเลือกโปรเจกต์ เขียน README และเตรียมตัวแบบไหน ให้ Portfolio พาคุณไปถึงห้องสัมภาษณ์ได้จริง

ความจริงที่ควรรู้ก่อน: Portfolio ไม่ได้ทำให้ได้งาน แต่ทำให้ได้คุย

เริ่มจากข้อมูลที่อาจไม่ค่อยน่าฟังก่อน CoderPad บริษัทที่ทำเครื่องมือสัมภาษณ์เขียนโค้ด สำรวจนักพัฒนาและฝ่ายสรรหาประมาณ 650 คนทั่วโลก แล้วเผยแพร่เป็นรายงาน State of Tech Hiring 2026 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีตัวเลขที่เกี่ยวกับคนหางานแรกโดยตรงอยู่ไม่กี่ตัว

  • Resume: ฝ่ายสรรหา 69% ใช้การอ่าน Resume คัดคน แต่มีแค่ 16% ที่คิดว่ามันบอกได้ว่าคนนั้นจะทำงานได้ดี
  • Portfolio: มีฝ่ายสรรหาแค่ 11% และนักพัฒนา 23% ที่มองว่าการดู Portfolio สะท้อนความสามารถในการทำงานจริง
  • สิ่งที่คนจ้างเชื่อที่สุด: การคุยเชิงเทคนิค (Technical Discussion) และการเขียนโค้ดสดตอนสัมภาษณ์ (Live Coding) ได้ 60% เท่ากันจากฝั่งฝ่ายสรรหา

ข้อควรรู้เรื่องตัวเลขชุดนี้: เป็นผลสำรวจระดับโลก ไม่ได้แยกข้อมูลประเทศไทย และคนทำสำรวจขายเครื่องมือประเมินผู้สมัครเอง ส่วนข้อมูลแบบเดียวกันที่สำรวจเฉพาะบริษัทในไทย เราหาแหล่งที่เปิดดูได้ไม่เจอ จึงควรอ่านว่าเป็นทิศทาง ไม่ใช่กฎตายตัว

ถึงอย่างนั้นทิศทางก็ชัดพอ Portfolio ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคุณได้งาน หน้าที่จริงของมันคือทำให้คนอ่านอยากเรียกคุณมาคุย แล้วให้คุณมีเรื่องจริงไว้คุยในรอบที่คนจ้างให้น้ำหนักมากที่สุด

จำนวนโปรเจกต์จึงสำคัญน้อยกว่าที่หลายคนคิด

Portfolio ที่ดีไม่ได้ตอบว่า "ฉันทำอะไรมาบ้าง" แต่ทำให้คนสัมภาษณ์อยากถามว่า "ทำไมคุณถึงทำแบบนี้"

ยุค AI เปลี่ยนคำถามจาก "ใช้ AI ไหม" เป็น "ตรวจงาน AI เป็นไหม"

หลายคนกังวลว่าถ้าใช้ AI ช่วยทำโปรเจกต์แล้วจะถูกมองว่าโกง ฝั่งบริษัทเองก็ยังตกลงกันไม่ได้ ในรายงานเดียวกันของ CoderPad ฝ่ายสรรหาและหัวหน้าทีมที่ตอบคำถามเรื่องนี้ 46% อนุญาตให้ใช้ AI ตอนสัมภาษณ์หรือทำแบบทดสอบ (เต็มที่หรือมีเงื่อนไข) 34% ห้ามเลย และอีก 20% ดูเป็นรายกรณี

ที่น่าสนใจกว่าคือ ถ้าอนุญาตให้ใช้ AI คนจ้างดูอะไรแทน คำตอบอันดับหนึ่งคือ "จับและแก้จุดที่ AI ทำผิดได้" 66% ตามมาด้วย "อธิบาย Trade-off (ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก) และความถูกต้องได้" 56% พูดง่ายๆ คือเขาไม่ได้อยากรู้ว่าคุณพิมพ์เองกี่บรรทัด แต่อยากรู้ว่าคุณเข้าใจสิ่งที่ส่งออกไปหรือเปล่า

ตัวอย่างนโยบายที่เปิดเผยชัดเจนคือ Guidance on Candidates' AI Usage ของ Anthropic ที่ให้ผู้สมัครเขียนร่างใบสมัครเองก่อนแล้วค่อยใช้ Claude ช่วยขัดเกลา แต่ขอให้ทำแบบทดสอบที่บ้าน (Take-home) โดยไม่ใช้ Claude เว้นแต่บริษัทจะบอกว่าใช้ได้ นี่เป็นนโยบายของบริษัทเดียวเท่านั้น แต่ละที่กำหนดไม่เหมือนกัน ก่อนเริ่มแบบทดสอบทุกครั้งให้ถามบริษัทที่สมัครตรงๆ ว่าใช้ AI ได้แค่ไหน

สำหรับ Portfolio ความหมายคือ ใช้ AI ช่วยได้ แต่ทุกบรรทัดที่อยู่ใน Repository ต้องเป็นบรรทัดที่คุณอธิบายได้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะตรวจโค้ดที่ AI เขียนยังไง เริ่มจาก เช็คลิสต์ 6 ข้อที่ต้องตรวจก่อนกด commit ได้เลย

เลือกโปรเจกต์ 2-3 ชิ้น แบบที่มีเรื่องให้เล่า

โปรเจกต์ตามคอร์สหรือตามคลิปสอนไม่ผิด เราเองก็แนะนำให้มือใหม่เริ่มจาก โปรเจกต์ง่ายๆ แบบ To-Do List หรือ Weather App เพราะเป็นวิธีฝึกที่ดี แต่พอจะเอาไปใช้หางาน ปัญหาคือคนอ่านเห็นโปรเจกต์หน้าตาแบบนี้มาเยอะมาก และตอนนี้ AI ก็สร้างให้ได้ในไม่กี่นาที โปรเจกต์ที่พาไปถึงการสัมภาษณ์ได้มักมีลักษณะแบบนี้

  • แก้ปัญหาที่มีคนเจอจริง: จะเป็นปัญหาของคุณเอง ของที่ทำงานเก่า หรือของคนรอบตัวก็ได้ คนสัมภาษณ์จะถามต่อได้ทันทีว่าใครใช้ และใช้แล้วเป็นยังไง
  • มีจุดที่คุณต้องเลือก: เช่น เก็บข้อมูลใน Database หรือไฟล์ ทำหน้าเว็บก่อนหรือทำ API ก่อน จุดที่ต้องตัดสินใจคือวัตถุดิบของการคุยเรื่อง Trade-off
  • คนอื่นเปิดดูหรือรันได้: มีลิงก์เดโม หรือมีขั้นตอนรันที่ทำตามแล้วใช้ได้จริง Repository ที่รันไม่ขึ้นทำให้คนอ่านเลิกดูตั้งแต่นาทีแรก
  • เล็กพอจะเล่าจบ: ถ้าเล่าไม่จบในช่วงคุยสั้นๆ ให้ตัดขอบเขตลง ระบบเล็กที่เสร็จจริงมีค่ากว่าระบบใหญ่ที่ค้างครึ่งทาง

สำหรับคนเปลี่ยนสาย งานเดิมคือข้อได้เปรียบที่เด็กจบใหม่ไม่มี คนที่เคยทำบัญชีรู้ว่าตอนปิดงบตรงไหนยุ่ง คนที่เคยทำร้านอาหารรู้ว่าสต็อกหายตรงไหน เอาปัญหาที่คุณรู้ลึกมาทำเป็นโปรเจกต์ แล้วคุณจะเป็นคนที่เข้าใจโจทย์ดีที่สุดในห้องสัมภาษณ์ แทนที่จะเป็นคนที่ประสบการณ์น้อยที่สุด

README ที่ทำให้คนสัมภาษณ์อยากถามต่อ

คนสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาไล่อ่านโค้ดทุกไฟล์ README (ไฟล์อธิบายโปรเจกต์ที่ GitHub โชว์เป็นหน้าแรกของ Repository) จึงเป็นหน้าที่ทำงานหนักที่สุดของ Portfolio เราแนะนำให้มีอย่างน้อย 6 ส่วนนี้

  1. ปัญหาที่แก้: เขียน 2-3 ประโยคว่าใครเจอปัญหาอะไร ไม่ต้องเริ่มด้วยรายชื่อเทคโนโลยี
  2. ภาพหน้าจอหรือลิงก์เดโม: ให้คนอ่านเห็นผลลัพธ์ก่อนต้องรันเอง
  3. วิธีรัน: คำสั่งทีละบรรทัดที่ลองบนเครื่องใหม่แล้ว ใช้ได้จริง
  4. สิ่งที่ตัดสินใจและเหตุผล: เช่น "เลือก PostgreSQL เพราะข้อมูลคำสั่งซื้อมีความสัมพันธ์กันหลายตาราง" ส่วนนี้คือส่วนที่พาไปสู่การคุยเชิงเทคนิค
  5. ใช้ AI ตรงไหน และตรวจอะไรเพิ่ม: บอกตรงๆ เช่น "ใช้ AI ร่างฟังก์ชันคำนวณส่วนลด แล้วพบว่าปัดเศษผิดตอนยอดติดลบ เลยเขียน Test ครอบไว้" บรรทัดเดียวนี้โชว์ทักษะที่คนจ้างให้น้ำหนักมากที่สุดในผลสำรวจข้างบน
  6. สิ่งที่ยังไม่ดีและจะทำต่อ: การรู้ข้อจำกัดของงานตัวเองอ่านแล้วดูเป็นมืออาชีพกว่า README ที่อ้างว่าทุกอย่างสมบูรณ์

ลองดูความต่างจากตัวอย่างสั้นๆ README แบบแรกที่เราเห็นบ่อยเขียนว่า "ระบบจัดการสต็อก ใช้ React, Node.js, MongoDB" จบแค่นั้น คนอ่านรู้แค่ว่าคุณใช้เทคโนโลยีอะไร แต่ไม่รู้ว่าคุณคิดอะไร

README แบบที่สองเขียนว่า "ร้านอาหารของครอบครัวนับสต็อกด้วยกระดาษ ของหมดก่อนรู้ตัวบ่อย ระบบนี้ให้พนักงานกดตัดสต็อกจากมือถือ และแจ้งเตือนเมื่อวัตถุดิบเหลือต่ำกว่าที่กำหนด เลือกเก็บข้อมูลแบบ SQL เพราะต้องรวมยอดตามวันและตามเมนู ส่วนที่ยังไม่ได้ทำคือรองรับหลายสาขา" สองย่อหน้านี้ยาวไม่ต่างกันมาก แต่แบบที่สองให้คำถามกับคนสัมภาษณ์ได้อย่างน้อยสามข้อ ทั้งเรื่องผู้ใช้ เรื่องการเลือก Database และเรื่องการขยายระบบ

ทั้ง 6 ส่วนนี้เป็นโครงที่เราแนะนำ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว โปรเจกต์บางแบบอาจต้องมีส่วนอื่นเพิ่ม ถ้าอยากฝึกเขียนเอกสารให้คนอ่านเข้าใจ อ่านต่อได้ที่ Code Documentation: เขียนอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจ

จัดหน้า GitHub ให้คนที่เปิดดูเจอของดีก่อน

ลิงก์ GitHub ใน Resume มักพาคนอ่านไปหน้าโปรไฟล์ก่อนหน้าโปรเจกต์ ถ้าหน้านั้นมีแต่ Repository จากคลิปสอนเต็มไปหมด ของดีของคุณจะจมหายไป GitHub มีเครื่องมือสองอย่างที่ช่วยได้ ตามที่ GitHub Docs อธิบายไว้

  • Profile README: สร้าง Repository ที่ชื่อตรงกับ Username ของคุณ ตั้งเป็น Public แล้วใส่ไฟล์ README.md ไว้ที่ Root เนื้อหาในไฟล์นั้นจะขึ้นเป็นส่วนแรกของหน้าโปรไฟล์ ใช้แนะนำตัวสั้นๆ ว่าคุณเป็นใคร สนใจงานสายไหน และโปรเจกต์ไหนควรดูก่อน
  • Pinned Repositories: ปักหมุด Repository และ Gist รวมกันได้สูงสุด 6 รายการ ไม่จำเป็นต้องปักให้ครบ ปักแค่ 2-3 โปรเจกต์ที่คุณเล่าได้ดีที่สุดก็พอ ของที่เหลือจะได้ไม่แย่งความสนใจ

ส่วน Profile README ไม่ต้องยาว เราแนะนำแค่ 3 เรื่อง บรรทัดแรกบอกว่าคุณเป็นใครและกำลังมองหางานแบบไหน เช่น "อดีตพนักงานบัญชีที่ย้ายมาสาย Backend กำลังหางาน Junior Developer" บรรทัดถัดมาบอกว่าถนัดเครื่องมืออะไร ใส่แค่สิ่งที่คุณใช้ในโปรเจกต์จริง ไม่ต้องใส่ทุกอย่างที่เคยลองเรียน และบรรทัดสุดท้ายชี้ไปที่โปรเจกต์ที่อยากให้ดูก่อน พร้อมบอกสั้นๆ ว่ามันแก้ปัญหาอะไร คนอ่านที่มีเวลาน้อยจะได้รู้ทันทีว่าควรกดตรงไหน

ใครที่ยังไม่คล่อง Git และ GitHub ให้ปูพื้นก่อนจาก GitHub คืออะไร และ Git สำหรับผู้เริ่มต้น เพราะประวัติ Commit ที่ต่อเนื่องและข้อความ Commit ที่อ่านรู้เรื่อง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่คนอ่านใช้ดูวิธีทำงานของคุณ

ของที่ทำให้ Portfolio เสียคะแนนโดยไม่รู้ตัว

บางอย่างไม่ได้ทำให้ Portfolio ดูแย่ทันที แต่ทำให้คนอ่านเริ่มสงสัยวิธีทำงานของคุณ ก่อนส่งลิงก์ให้บริษัทไหน ลองไล่เช็กเรื่องเหล่านี้ก่อน

  • API Key หรือรหัสผ่านหลุดอยู่ใน Repository: เช่น ไฟล์ .env ที่เผลอ Commit ขึ้นไป สำหรับคนจ้าง นี่คือสัญญาณเรื่องความปลอดภัยที่ชัดที่สุด ถ้าเคยเผลอไปแล้ว ให้ยกเลิก Key นั้นที่ผู้ให้บริการก่อน แล้วค่อยลบออกจากโค้ด เพราะ Key ยังค้างอยู่ในประวัติ Commit
  • ลิงก์เดโมเปิดไม่ขึ้น: บริการโฮสต์ฟรีหลายเจ้าจะปิดหรือพักแอปที่ไม่มีคนใช้ ก่อนสมัครงานรอบใหม่ให้เปิดลิงก์ทุกอันเองอีกครั้ง
  • Repository ที่ Fork มาแต่ไม่ได้แก้อะไร: คนอ่านแยกไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นงานของคุณ ถ้าไม่ได้ต่อยอด ไม่ต้องเอามาไว้หน้าแรก
  • ข้อความ Commit ที่อ่านไม่รู้เรื่อง: ประวัติที่มีแต่ "update" หรือ "fix" ซ้ำๆ ทำให้คนอ่านเดาไม่ได้ว่าแต่ละครั้งคุณเปลี่ยนอะไร
  • README ที่ AI เขียนให้ทั้งหมดโดยไม่ได้แก้: มักยาว สวย และพูดถึงฟีเจอร์ที่ไม่มีอยู่จริง ถ้าคนสัมภาษณ์ถามถึงฟีเจอร์นั้นแล้วคุณตอบไม่ได้ ความน่าเชื่อถือของทั้ง Portfolio จะหายไปทันที

รายการนี้เป็นเรื่องที่ทีมเราเห็นบ่อย ไม่ใช่เช็กลิสต์ที่ครบทุกกรณี แต่ถ้าผ่านทั้ง 5 ข้อ Portfolio ของคุณก็ไม่มีจุดที่ทำให้คนอ่านสงสัยตั้งแต่แรก

ซ้อมเล่าโปรเจกต์ตัวเองก่อนวันสัมภาษณ์

ถ้าหน้าที่ของ Portfolio คือพาไปสู่การคุยเชิงเทคนิค การเตรียมตัวที่คุ้มที่สุดก็คือซ้อมคุยเรื่องโปรเจกต์ของตัวเอง ลองตอบคำถามเหล่านี้ออกเสียงกับเพื่อน หรือให้ AI สวมบทคนสัมภาษณ์ถามคุณ

  • ทำไมถึงเลือกเทคโนโลยีนี้ ถ้าให้เริ่มใหม่จะเปลี่ยนอะไร
  • ส่วนไหนที่ AI ช่วยเขียน แล้วคุณต้องแก้อะไรในส่วนนั้นบ้าง
  • Bug ที่แก้ยากที่สุดคืออะไร และหาสาเหตุเจอได้ยังไง
  • ถ้าผู้ใช้เพิ่มขึ้นมาก ระบบจะเริ่มมีปัญหาที่ตรงไหนก่อน

อีกเทคนิคที่ช่วยได้มากคือซ้อมเล่าโปรเจกต์แบบสั้นและแบบยาวไว้ทั้งสองแบบ แบบสั้นคือเล่าว่าแก้ปัญหาอะไร ให้ใคร และผลเป็นยังไง ใช้ตอนคนสัมภาษณ์ถามกว้างๆ ว่า "เล่าโปรเจกต์ให้ฟังหน่อย" ส่วนแบบยาวคือเล่าลงไปถึงการตัดสินใจและปัญหาที่เจอ ใช้ตอนเขาเริ่มถามเจาะ ถ้าเล่าแบบยาวตั้งแต่คำถามแรก คนฟังมักหลุดก่อนถึงส่วนที่น่าสนใจ

ถ้าคำถามไหนตอบไม่ได้ ไม่ต้องรู้สึกแย่ นั่นคือจุดที่ควรกลับไปอ่านโค้ดตัวเองให้เข้าใจก่อนส่งใบสมัคร และเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการไปเจอคำถามเดียวกันครั้งแรกในห้องสัมภาษณ์


สรุป: Portfolio ของมือใหม่ยังสำคัญไหมในยุค AI

สำคัญ แต่หน้าที่ของมันเปลี่ยนไปแล้ว ตามข้อมูลของ CoderPad คนจ้างไม่ได้เชื่อการดู Portfolio เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เขาให้น้ำหนักคือการคุยเชิงเทคนิค และความสามารถในการตรวจและอธิบายงานที่ AI ช่วยทำ Portfolio ที่ดีจึงไม่ต้องมีโปรเจกต์เยอะ มีแค่ 2-3 ชิ้นที่แก้ปัญหาจริง มี README ที่บอกเหตุผลของการตัดสินใจ และคุณเล่าได้ทุกบรรทัด

ถ้าวันนี้ยังมีแต่โปรเจกต์ตามคลิปสอน ไม่ต้องทิ้ง เลือกมาหนึ่งชิ้น เพิ่มโจทย์ที่มาจากปัญหาจริงของคุณเอง เขียน README ใหม่ตาม 6 ส่วนข้างบน แล้วลองเล่าให้เพื่อนฟัง แค่นี้ Portfolio ของคุณก็มีเรื่องให้คนสัมภาษณ์อยากถามต่อแล้ว

ติดตามบทความและเทคนิคสำหรับคนเริ่มต้นสายโปรแกรมเมอร์ได้ที่ช่องทางของเรา

Facebook: Superdev School (Superdev) — https://www.facebook.com/superdev.school.th

Instagram: superdevschool — https://www.instagram.com/superdevschool/

TikTok: superdevschool — https://www.tiktok.com/@superdevschool

Website: www.superdevacademy.com — https://www.superdevacademy.com/

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น